Photobucket

 

Waterfall : “สายน้ำไม่ไหลกลับ 

 

                       ใครหลายคน คงมีเคยได้ยิน ได้ฟัง เพลงสายน้ำไม่ไหลกลับ กันมาบ้างแล้ว เ นื้อหาของเพลงก็พูดถึงเรื่องราวของความรัก แต่มีเนื้อร้องประโยคหนึ่งที่มีความหมายที่ดี คือเนื้อเพลงในท่อนที่ร้องว่า อยากให้รู้สายน้ำทุกสายไม่เคยไหลทวน ไม่คืนกลับมา

 

                       หลายต่อหลายคนเมื่อได้ยินประโยคนี้แล้วก็บอกว่า เป็นการเปรียบเทียบกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ หรือ หากเปรียบกับชีวิตของเรา สายน้ำก็เปรียบเหมือนกับเวลาในชีวิตของเรา เวลานั้นเดินไปข้างหน้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ อาจเป็นสิ่งที่ทุกๆคนต่างก็รู้ดีแต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เข็มนาฬิกาไม่มีวันเดินย้อนกลับ และเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับสายน้ำที่ไหลไปเรื่อยๆ

 

                   หลายคนตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่ก็ปล่อยให้สายน้ำของชีวิตผ่านพ้นไปอย่างงไร้ค่า ถึงแม้ว่าเวลาของเราจะเดินไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่หากเรารู้จักที่จะจัดการกับเวลาเหล่านั้น  ดังคำกล่าวของนโปเลียนว่า คนเรามีเวลาเท่ากัน เพียงแต่ว่าเราจัดการกับลิ้นชักเวลาของเราเช่นไร

 

                      ใครหลายคนอาจเคยทิ้งสิ่งที่สำคัญหลายอย่างไปเนื่องจากการไม่สามารถจัดการกับเวลาที่มีในมือไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร เราทุกคนต่างมีเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเท่ากัน หลายต่อหลายคนสามารถแบ่งเอาเวลาของชีวิตของเค้าเก็บใส่ไว้ในลิ้นชัก แล้วค่อยเปิดแต่ละลิ้นชักเอาสิ่งต่างๆมาทำเพื่อให้ใช้เวลาทุกนาทีเพื่อให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด 

 

                     หลายคนเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่หากไม่รู้จักที่จะนำเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ให้เข้ากับชีวิตของเราแล้วสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้ดี ก็คงไม่มีประโยชน์ใดๆได้เลย นอกจากคำพูดที่ว่า เรื่องง่ายๆแค่นี้ใครก็เข้าใจ เมื่อมานั่งมองดูแล้วข้าพเจ้าก็ไตร่ตรองดูว่าข้าพเจ้าเพียงแค่รู้เรื่องง่ายๆนี้ หรือข้าพเจ้านำเรื่องง่ายๆที่ใครๆเข้าใจมาประยุกต์และใช้ในชีวิตของข้าพเจ้า แล้วเรามีลิ้นชักเวลาที่จะทำให้    สายน้ำไม่ไหลไปอย่างไร้ประโยชน์แล้วหรือยัง ?


Way :

Photobucket       

       

เส้นทางที่เลือกเดิน" 

                                                                                            

                         ในหนึ่งชีวิตของข้าพเจ้าผ่านการเดินทางมามากมาย เส้นทางแต่ละเส้นทาง นั้นก็แตกต่างกันออกไป ไม่มีถนนหนทาง เส้นทางเส้นไหนที่เหมือนกันเลยสักที่ แต่ละเส้นทางต่างก็มีความแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามสุดท้าย เส้นทางต่างๆก็มุ่งสู่จุดหมายปลายทางของการเดินทาง        

                                             

                        ข้าพเจ้าเห็นภาพๆนี้จากเว็บไซค์ที่นี่ดอทคอม ครั้งแรกที่มองภาพนี้รูปสึกว่าถนนสายนื้สวยงามแต่เมื่อนั่งดูให้ดีแล้วรู้สึกว่าถนนสายนี้ ช่างคดเคี้ยว ลึกลับ และ เปลี่ยวเหงา ต่างจากครั้งแรกที่มอง ถนนหลายสายมองดูสวยงามแต่เปี่ยมไปด้วยอุปสรรค หรือ ถนนสายเล็กๆเก่าๆ แม้อาจจะดูไม่สวยงาม แต่สามารถเดินทางไปอย่างเรียบง่ายและมีความสุข

 

                         เปรียบกับการเลือกที่จะเป็น เลือกที่จะเดินไปในทางที่ตัวเราเลือกเอง หลายต่อหลายคนเลือกที่จะเดินทางที่ดูสวยงามโรยไปด้วยกลีบกุหลาบแต่เต็มไปด้วยยาพิษ ทางเดินที่สวยงามบางทีอาจแฝงไปด้วยภัยร้ายที่เราคิดไม่ถึงก็เป็นไปได้

 

                         หลายต่อหลายครั้งที่ชีวิตของข้าพเจ้าเดินทางมาถึงทางแยกใหญ่ที่สำคัญ มีทางแยกมากมายที่ให้เราเลือกเดิน ทางแยกแต่ละแยกก็เปรียบเหมือนกับการเลือกว่าต่อจากนี้ชีวิตเราจะดำเนินไปในทิศทางใด มีปัจจัยหลายต่อหลายอย่างที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เราตัดสินใจไปทางใด บางทีบางครั้งการที่เราจะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆเรื่องใดสักเรื่องหลายต่อหลายครั้งที่เราต้องการคำปรึกษา การชี้นำ การเสนอแนะ

                                                     

                        แต่ทางไหนละ คือทางที่เราเลือกเดิน มีหลายครั้งที่ข้าพเจ้ามักเดินไปในเส้นทางที่คนที่ข้าพเจ้าไว้ใจที่สุดในชีวิตคือ พ่อและแม่ ชี้นำให้ แต่บางทีมันดูไม่ใช่ทางเดินที่ฉันชอบเอาเสียเลย

 

                          การที่เราจะเดินไปทางไหน ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร หากเราเป็นผู้ที่กำหนดคิดไตร่ตรองและเลือกทางเดินให้กับตนเองได้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับเราแต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือผลของการตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางนั้น เราต้องยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เราเลือกไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ไม่สามารถโทษใครในสิ่งที่เราเลือกเองได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่า "ชีวิตลิขิตเอง"


Photobucket

 

หมอกหรือควัน : “ความเหมือนที่แตกต่าง                    

 

               “หมอกจางๆหรือควัน คล้ายกันจนเราเองไม่อาจรู้” การเขียนงานชิ้นนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลง จนบางทีทำให้สงสัยว่าเพลงหรือดนตรีนั้นถือว่า เป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เราเสียเหลือกเกิน  หมอกหรือควัน”  เราแยกหมอกและควันออกจากกันอย่างชัดเจนได้หรือไม่ หากเราใช่ประสาทสัมผัสทั้งหมดที่มนุษย์มี เราอาจจะรู้สึก หรือบอกได้ว่าสิ่งนั้นคือหมอกหรือควัน 

 

                  แต่หากเรามองด้วยสายตาเท่านั้น เราจะสามารถบอกได้หรือไม่ว่าคืออะไร หมอกและควันก็เปรียบเหมือนกับคน คนบางคนมองภายนอกดูเหมือนๆกัน จนเราไม่สามารถบอกได้ว่าเค้าเป็นอย่างไร หากเรามองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเราก็ไม่สามารถที่จะบอกได้เลยว่าอันที่จริงแล้ว สิ่งที่เห็น กับสิ่งที่เป็นนั้นเหมือนกันหรือไม่ 

 

                    หากเราไม่เข้าไปสัมผัส หรือเข้าไปศึกษาให้ลึกเราอาจจะแยกไม่ออกเลยก็เป็นได้ เหมือนกับหมอกและควัน ดูภายนอกอาจเหมือนๆกัน แต่หากเราไปสัมผัสดูจริงๆ คนที่เราคิดว่าเค้าเป็นคนที่ดี เปรียบกับหมอกที่เย็นสบายภายในของเขาที่เขาค่อยๆเปิดเผยออกมาให้เราได้เห็น หมอกเย็นๆที่เคยเห็นอาจเปลี่ยนไปเป็นควันไฟร้อนที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ที่รอเวลาทำร้ายคนรอบกายก็เป็นได้

 

                       แต่บางคนเรามองว่าเค้าเป็นควันร้อน ไม่น่าเข้าใกล้แต่ภายในเค้าอาจเต็มไปด้วยไอเย็นๆที่พร้อมจะทำให้คนที่เข้ามาใกล้ๆได้เข้ามาพักผ่อน ต่างจากภายนอกที่เราเห็น บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้ เราเห็น เราเข้าใจเป็นอย่างดี อันที่จริงอาจจะเป็นแค่เพียงภาพมายาที่เราแยกไม่ออกก็เป็นได้

 

                          แล้วคุณล่ะ สามารถแยกหมอกและควันได้หรือเปล่า?

 

Photobucket              

 

 ต้นไม้ในทะเลทราย : “ในความแห้งแล้งยังมีชีวิต 

                

                  ครั้งหนึ่งดิฉันมีโอกาศได้คุยกับเพื่อน เพื่อน หลายๆคน เพื่อนบางคนมองคนอื่นแค่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น บางคนสรุปเลยว่าคนรวยคือคนดี แต่ในความเป็นจริงแล้วมองคนที่ฐานะ มองจากรถที่ขับ  เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่แต่ง จะสรุปออกมาตามทัศนะคติบางอย่างที่ว่าคนรวย คือคนที่เอื้อเฟื้อ คือคนที่สามารถแบ่งปัน อาจไม่ได้เป็นอย่างนั้นไปเสียทุกคน จากทัศนคติดังกล่าวทำให้คนในสังคมมองว่าคนที่มีฐานะยากจน คือคนที่คอยรับจากผู้อื่น ฝ่ายเดียวเท่านั้น  แต่อันที่จริงแล้ว อาจไม่ใช่อย่างที่เราคิด แล้วเราเอาตัวแปรอะไรมาตัดสิน

 

เคยไหมที่เราเปิดรายการบริจาคทางโทรทัศน์แล้วเห็นหรือได้ยินรายนามผู้บริจาค ไม่ว่าจะนามสกุล เล็กหรือใหญ่ปรากฎบนจอโทรทัศน์เสียยาวเหยียด จำนวนตัวเลขในการบริจาคจำนวนมากเป็นแสนเป็นล้าน จะทำให้เราสรุปได้หรือไม่ ว่าคนเหล่านั้น เป็นคนที่เสียสละ คนที่เอื้อเฟื้อ ต้องการแบ่งปัน อาจจะไม่ใช่คนทั้งหมดที่ทำไปเพื่อส่วนรวมจริง แล้วคนที่ยากจนล่ะเค้าจะไม่มีโอกาศที่จะแบ่งปันผู้อื่นเลยหรือ เ

            

                 มื่อเห็นภาพๆนี้ คือภาพต้นไม้กลางทะเลทราย ทะเลทรายแม้จะเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง ร้อน และมีสภาพอากาศที่แสนจะย่ำแย่ แต่ทรายดินก็ยังพอมีพื้นที่ๆ ชุ่มชื้นให้ต้นไม้ได้อาศัยพึ่งพิงแม้ว่าตัวมันเองจะแห้งแล้งมากเพียงไหน ก็เปรียบเทียบคนที่ยากจน ถึงแม้เค้าจะยากจนแต่เค้าก็ไม่จนน้ำใจ

 

               เคยไหมที่เห็นว่าชาวนา ชาวบ้านที่ไม่ได้มีเงินเดือนเป็นหมื่น  เป็นแสน นำเอาเงินในส่วนที่เค้าพอจะให้ได้ ทำบุญ รวบรวมกันสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคม แต่คนที่เราคิดว่าเขาเป็นคนที่เอื้อเฟื้อแม้บางทีเขาได้เงินเรือนหมื่น เรือนแสน แต่เค้ากลับเอาเงินส่วนนั้นไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยจนบางครั้งลืมที่จะแบ่งปัน หรือ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยังขาดแคลนซึ่งยังมีอยู่อีกมากมายในโลกใบกลมๆใบนี้         

      

              ต้นไม้ยังขึ้นได้ในทะเลทราย ดิฉันอยากจะบอกและเตือนเพื่อนๆของดิฉันที่ยังคงมีทัศนคติแบบเก่าๆ ให้ลองมองดูสิ่งรอบตัวให้ดีและละเอียดให้มากขึ้น เค้าเหล่านั้นอาจจะเห็นคุณค่าของต้นไม้ในทะเลทราย

 

             “บางทีในความแห้งแล้งก็ยังคงมีชีวิต